| ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงานสี |
|
|
|
| |
| ประโยชน์ของสี |
| |
สีเป็นวัสดุสิ้นเปลือง มีคุณสมบัติแตกต่างกันตามชนิด และลักษณะของการใช้งาน ซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก ส่วนมากแล้ว เรามักจะเข้าใจกันโดยผิวเผินว่าสีเป็นที่นิยมใช้หรือเหมาะสำหรับการตกแต่ง เช่น การใช้สีกับเสื้อผ้า หรือการใช้สีทำการทาตกแต่งบ้าน แต่จริง ๆ แล้วเราได้มีการนำสีมาใช้ในแง่มุมต่าง ๆ อีกมากมาย อาทิเช่น นำมาใช้ในลักษณะของการป้องกัน เช่น ใช้ทาเพื่อป้องกันการกัดกินจากแมลงหรือมด ใช้ทาป้องกันเพื่อให้ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ป้องกันการเกิดสนิม เป็นต้น และมีการนำสีมาใช้เป็นสัญญาลักษณ์ต่าง ๆ เช่น สัญญาณไฟจราจร ใช้สีเพื่อแสดงความปลอดภัย และอันตรายในโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ |
| |
| สีทำให้เกิดความอบอุ่น การเร่งเร้า และระมัดระวัง เมื่อทาหรือแสดงไว้ ณ จุดใด จะเป็นที่รับรู้ และเข้าใจกันโดยทั่วไป จึงนับได้ว่าเป็นภาษาสากลอีกชนิดหนึ่ง จึงทำให้เกิดการเร้าจิตใจมนุษย์ ยิ่งนักเมื่อได้มองเห็น |
| |
ประโยชน์ของสีจึงมีมากมายหลายประการดังต่อไปนี้ |
|
- ทำให้เกิดความสวยงาม สะอาดเรียบร้อยและทำความสะอาดดูแลได้ง่าย
- เพื่อป้องกันการกัดกร่อน (สำหรับโลหะ) และป้องกันการทำลายของเชื้อรา (สำหรับไม้)
- ใช้รองพื้นเพื่อพ่นทับชั้นต่อไป
- ใช้อุดรอยขีดข่วน หรือหลุมลึกบนผิวงาน
- ใช้ป้องกันความชื้นในเนื้อวัสดุ
- ใช้ตกแต่งผิวงานขั้นสุดท้าย
|
| |
| สมบัติที่ดีของสี |
|
- ง่ายต่อการพ่นหรือทา และการใช้งานลักษณะอื่น ๆ
- ต้องแห้งตัวดี แต่ต้องไม่ใช้เวลานานจนเกินไป
- ต้องเกาะตัวอยู่กับชิ้นงานดี ไม่ร่อนหรือหลุดลอกมาได้โดยง่าย
- มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
|
| |
| 1. สีคืออะไร |
| |
สีโดยปกติแล้วจะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง และจะเกิดฟิล์มที่ผิวหน้าเมื่อแห้งโดยสัมผัสกับอากาศ หรือโดยการอบ สีนับเป็นส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับสิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อสังคม และชีวิตประจำวันของมนุษย์ เพราะการเลือกสีต่าง ๆ กันก็เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความรู้สึกทางอารมณ์ของมนุษย์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นโดยไม่รู้ตัว
หลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ทำให้มีการใช้สีประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากเรานำเอาสีไปใช้สำหรับบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน หรือ แม้แต่ศูนย์การค้า แล้วเรายังมีการนำไปใช้ในด้านอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีก
ปัจจุบันมีโรงงานผลิตสีชนิดต่างๆ (ยกเว้นสีผสมอาหาร) เช่น สีพลาสติก หรือสีอิมิลชั่น (emulsion paints),สีน้ำมัน (enamel paints),สีอลูมิเนียม,สีกันสนิม,สีกันเพรียง,สีจราจร และสีโป๊ว เป็นต้น แต่โรงงานส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก ส่วนโรงงานที่ผลิตสีได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาด มีเพียงไม่กี่โรงงานเท่านั้น
จากอดีตถึงปัจจุบัน มีการพัฒนาสีที่ใช้สำหรับการให้สีวัสดุต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เดิมสีที่ใช้จะอิงสีย้อมสีทอเป็นหลัก ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาสีกลุ่มใหม่ ๆ ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับการให้สีวัสดุเฉพาะอย่างขึ้น ทำให้ขอบข่ายของสีมีให้เลือกขยายกว้างขวางออกไปมาก และสีที่ใช้มีสมบัติตรงกับความต้องการมากขึ้นทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพสูงตามไปด้วย
ปัจจุบันกล่าวได้ว่า เรามีสีที่มีคุณภาพ และมีความคงทนดีกว่าสีที่ใช้ในสมัยก่อนมาก และเป็นที่เชื่อถือได้ว่าในอนาคตคงจะมีการพัฒนาสีรุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูงให้ใช้เพิ่มมากขึ้นอีกต่อไป |
| |
| 2. องค์ประกอบของสี |
| |
สีคือสารผสม (Mixture) ซึ่งประกอบด้วยสสารต่าง ๆ 4 กลุ่มด้วยกัน สำหรับการนำมาใช้เคลือบ (ด้วยกรรมวิธีหนึ่งวิธีใด) เพื่อประโยชน์ในการตกแต่ง หรือคุ้มครองป้องกัน หรือเพื่อทั้งตกแต่งและป้องกันวัตถุ หรือพื้นผิวที่ถูกเคลือบ
|
| |
| สสารต่าง ๆ 4 กลุ่มดังกล่าวประกอบด้วย |
|
- Binder (ตัวประสารหรือสิ่งนำสี) ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของของเหลวหรือสามารถทำให้แปรสภาพไปอยูในรูปของเหลวได้ ในสภาวะของสารละลาย (Solution),แขวนลอย (Suspension),หรือด้วยปฏิกิริยาเคมี
- Pigment (ผงสี) ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของแข็ง ไม่สามารถละลายในสารนำสี
- Diluent หรือ Sovent หรือ Thinner (ตัวทำละลาย)
- Additives (ตัวปรับสภาพ)
|
| |
| 3. ข้อกำหนดของสี |
| |
- ง่ายต่อการใช้ สีสามารถนำมาใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ และต้องแห้งเร็ว
- ช่วยเพิ่มความสวยงามให้พื้นผิว
- ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างให้แข็งแรง
- ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
- มีการยึดเกาะสูง และกันน้ำได้
|
| |
| 4. วัตถุประสงค์ของการใช้สี |
| |
ผลิตภัณฑ์สีที่มีการผลิตและนำมาใช้งานกันในปัจจุบันนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ |
|
- ความสวยงามเป็นหลัก (Decorative Function) สีประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสีทาอาคาร เพื่อการ ตกแต่งให้ดูสวยงาม และน่าอยู่อาศัย
- การปกป้องการผุกร่อนและการแปรสภาพพื้นผิว (Protective Function) สีประเภทนี้จะช่วยรักษาพื้นผิวจากเครื่องมือเครื่องใช้ เพื่อให้มีสภาพอายุการใช้งานยาวนาน เช่น กันความชื้น และกันแมลง
- ความสวยงามและการป้องกันพื้นผิว (Decorative and Protective Function) ตามความเป็นจริงวัตถุประสงค์ในการใช้ผลิตภัณฑ์สีควรจะอยู่ใน 2 ข้อนี้ แต่ก็จะขึ้นอยู่กับความสำคัญ
|
| |
| 5. การเตรียมชิ้นงานก่อนทำสี |
| |
การขัด เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะถือว่าเป็นหัวใจของการทำสี ต้องทำอย่างถูกต้องคุณภาพของงานสีที่ออกมาจึงจะดูมีคุณภาพสูง การขัดที่ดีควรจะเริ่มต้นขัดด้วยกระดาษทรายตามเบอร์ดังนี้
|
| |
| เบอร์ 100, เบอร์ 120, เบอร์ 150, เบอร์ 180, เบอร์ 240 |
| |
| จะเห็นได้ว่าการขัดไม้ขั้นตอน 100-180 จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเพราะแต่ละช่วงจะข้ามไม่เกิน 40 เบอร์ เพราะถือว่ากระดาษทรายแต่ละเบอร์จะขัดเสี้ยนของไม้ตามขนาดแต่ละเบอร์เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเสี้ยนไม้ที่หยาบแต่เราเอากระดาษทรายละเอียดไปขัดแทนที่มันจะตัดเสี้ยนได้ กลับกลายเป็นว่ากดเสี้ยนให้จมลงหรือดูดได้ว่า เอากระดาษถูไม้เฉย ๆ เสี้ยนที่อ่อนก็จะขาดเฉย ๆ แต่เสี้ยนใหญ่ก็ยังคงอยู่แล้วพอนำมาทำสีหรือหลังจากพ่นแลคเกอร์รองพื้นแล้ว จะทำให้ชั้นของฟิล์มแลคเกอร์ในชั้นนี้หลุดออกไปกับกระดาษทรายด้วย ทำให้เราเสียฟิล์มแลคเกอร์รองพื้นไปเปล่า ๆ ดังนั้น เราควรจะเก็บชิ้นงานด้วยการขัดไม้ให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยมาทำสี และควรเลือกเบอร์กระดาษทรายที่ใช้อย่างเหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพของงาน |
| |
| 6. ฟิลเลอร์ (Filler) |
| |
| ฟิลเลอร์ หมายถึง สารที่ใช้อุดรูเล็ก ๆ โดยการใช้แปรง หรือโดยการพ่น เพื่อให้พื้นผิวที่จะเคลือบเรียบสม่ำเสมอ ฟิลเลอร์จะให้ฟิล์มที่แข็งแรง และสามารถถูหรือขัดออกเพื่อให้ผิวเรียบได้ง่าย นอกจากนี้ฟิล์มที่ได้ยังมีความยืดหยุ่น จึงเป็นการช่วยเสริมการยึดเกาะชั้นถัดไป |
| |
| 7. สารกันซึม (Sealer) |
| |
| ใช้เคลือบผิวหน้าวัสดุที่มีรูพรุนสูง หรือใช้เคลือบวัสดุที่ปล่อยสารบางประเภทออกมา ซึ่งจะทำให้ฟิล์มของสีเสียหายได้ โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีพ่นหรือใช้แปรง จึงควรให้มีค่า Viscosity (ความข้น) ต่ำ สารกันซึมมีหน้าที่ |
| |
| |
- กรณีที่ใช้เคลือบไม้ จะช่วยป้องกันไม่ให้ความชื้นซึมผ่านผิวไม้
- เสริมการยึดเกาะระหว่างสีชั้นถัดไปกับพื้นผิววัสดุ
- ป้องกันไม่ให้เกิดรอยด่าง หรือรอยตำหนิ ที่จะเกิดหลังจากเคลือบสีชั้นถัดไป
- ยึดเกาะกับพื้นวัสดุ
|
|
| |
| 8. ชนิดและคุณสมบัติของสีที่ใช้เคลือบผิว |
| |
| 1. |
Nitrocellulose Lacquer |
| |
|
| |
ไนโตรเซลลูโลสแลคเกอร์ จะให้ฟิล์มที่แข็ง ทนทานต่อการกัดกร่อน ทนน้ำ ด่างอ่อน และกรดอ่อน ซึ่งความแข็งและความทนทานต่อการกัดกร่อนของไนโตรเซลลูโลสนี้ มาจากหมู่ไนโตร ซึ่งมีไดโพลโมเมต์สูง(dipole moment) นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากหมู่ไฮดรอกซิล ซึ่งสามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนระหว่างโซ่ได้ ไนโตรเซลลูโลสแลคเกอร์ไม่เหมาะสำหรับใช้ภายนอก เพราะสีจะเหลืองง่าย และมักติดไฟได้ง่าย |
| |
|
| 2. |
Polyurethane |
| |
|
| |
โพลียูเรเทน เกิดจากปฏิกิริยาระหว่าง โพลีไอโซไซยากับโพลีออล ฟิล์มที่ได้มีความแข็งและเหนียว,ทนต่อการขัดสีสูง,มีการยึดเกาะผิวหน้าดี,ทนต่อตัวทำลาย และทนต่อสภาพภูมิอากาศได้ดี |
| |
|
| 3. |
Acrylic lacquer |
| |
|
| |
อคริลิคแลคเกอร์ ทำจากอคริลิคเรซิน มีคุณสมบัติแห้งเร็ว ใช้ง่าย และมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ ทนต่อแสงแดดได้ดี ทำให้ฟิลม์ไม่เปลี่ยนสีหรือเหลืองขึ้น จึงนิยมใช้กับชิ้นงานพวกไม้มะปิง,ไม้ยางพาราที่ฟอกแล้ว หรือไม้เนื้อขาวทุกชนิด แต่ราคาค่อนข้างสูงกว่าแลคเกอร์จึงไม่ค่อยนิยมใช้กัน |
| |
|
| 4. |
Amino alkyd paint |
| |
|
| |
ยูเรียเรซิน เป็นสารเคลือบผิวซึ่ง (เป็นปฏิกิริยาระหว่างกรดกับอมิโนอัลคิด) ราคาไม่แพงนักเมื่อเทียบกันค่า % Solid ที่สูง,ค่า Hardness, การทนต่อการขูดขีดและทนต่อตัวทำละลาย แต่จะมีกลิ่นของ Formalin ค่อนข้างแรง และจะเกิดการกระเทาะ (รอยร้าว) ได้เมื่อนำมาอบหรือใส่ในตู้อบ ข้อเสียมีน้อยมาก ซึ่งสารเคลือบผิวชนดนี้ยังคงนิคมใช้กันมากในงานเฟอร์นิเจอร์ |
| |
|
|
| เหตูผลในการเคลือบสีผิว |
| |
วัตถุประสงค์ของการเคลือบสีผิวก็คือ การเพิ่มความสายงามตามธรรมชาติของไม้ให้ดูดีขึ้น กระบวนการนี้ทำให้ได้ไม้ที่มีสีตามต้องการ และช่วยป้องกันเนื้อไม้จากการใช้งานประจำวัน ตลอดจนสารละลายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้กันทั่วไป
กระบวนการเคลือบสีผิวนี้ จะเน้นที่ลักษณะของแบบ เทคนิคการเคลือบสีผิวสมัยใหม่ ที่ช่วยทำให้ความงามที่แท้จริงของเนื้อไม้ปรากฏชัด นอกจากนี้ยังช่วยให้งานแบบเดียวกัน แต่มีสีต่าง ๆ กันอีกด้วย
นอกจากนี้ การเคลือบสีผิวยังมีประโยชน์ต่อการใช้ไม้ที่มีราคาถูก โดยเคลือบสีผิวให้ดูดคล้ายไม้ที่มีราคาแพง
การปกป้องเนื้อไม้จากตัวทำละลายต่าง ๆ เช่น น้ำ แนพธา (naptha) และอัลกอฮอล์ เป็นต้น เป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้สารที่ใช้ในการเคลือบสีผิว จะต้อทนทานต่อรอยขีดข่วน การขัดถู และสารปกป้องเนื้อไม้จากการเปลี่ยนแปลงความชื้นอย่างรวดเร็ว |
| |
| ประโยชน์ของกระบวนการเคลือบสีผิว |
| |
การเคลือบสีผิวสมัยใหม่นี้ นอกจากจะให้ความสวยงามแก่เนื้อไม้และมีประโยชน์ในแง่ของการปกป้องเนื้อไม้แล้ว ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกได้แก่
ความรวดเร็ว ในขณะที่โดยทั่วไป กระบวนการเคลือบสีผิวจะมีหลายขั้นตอน แต่จะใช้เวลาในการทำงานนั้นเพียงเสี้ยวหนึ่งของวิธีทำงานด้วยมือ
พื้นที่ที่ใช้ในการทำงาน จากการทำงานที่รวดเร็วทำให้สามารถเคลือบสีผิวของชิ้นงาน(โดยเฉพาะเครื่องเรือน) ไม้มากกว่า ในพื้นที่ที่มีขนาดเท่ากันหรือในที่ที่มีขนาดเล็กกว่า
ใช้แรงงานน้อยลง กระบวนการเคลือบสีผิวสมัยใหม่นี้ มีการใช้เครื่องมือกล การออกแบบอุปกรณ์และการผสมของสีเคลือบผิว ได้รับการปรับปรุง เพื่อให้มีการใช้แรงงานน้อยลง
การควบคุมผลิตภัณฑ์และคุณภาพ ความคงที่สม่ำเสมอที่มีมากขึ้นของผลิตภัณฑ์และคุณภาพที่ได้รับการปรับปรุง จะประจักษ์ได้จากการที่มีการใช้ปัจจัยทางด้านบุคคลลดน้อยลง ด้วยการใช้อุปกรณ์ วัสดุและกระบวนการ ซึ่งโดยตัวของมันเองแล้ว สามารถควบคุมได้อย่างใกล้ชิด
ในตอนแรกสำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการนี้ อาจจะรู้สึกว่าเป็นงานที่ใช้เวลา ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วจะเป็นระบบที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับกระบวนการเคลือบสีผิวสมัยใหม่นี้ จะมีการทำสีในหลายขั้นตอน ทำให้สามารถปรับแต่งสีได้ตลอดกระบวนการ การปรับแต่งนี้เป็นงานเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว ผลที่ได้รับก็คือ ชิ้นงานที่สวยงาม (โดยเฉพาะเครื่องเรือน) ซึ่งได้รับการเคลือบสีผิวที่สม่ำเสมอ |
| |
| |
|